Last updated: 19 ก.พ. 2568 | 352 จำนวนผู้เข้าชม |
จากของเสียอุตสาหกรรมสู่โอกาสใหม่ทางการเกษตร
ในแต่ละปี กระบวนการผลิตกาแฟก่อให้เกิดของเสียมหาศาล เช่น เปลือกเชอรี่ เปลือกแกลบ/กะลา และกากกาแฟ หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม ของเสียเหล่านี้อาจกลายเป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือการใช้พื้นที่ฝังกลบที่เพิ่มขึ้น ทว่าในมุมมองของ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สิ่งที่ดูเหมือนเป็นของเสียสามารถเปลี่ยนเป็นทรัพยากรอันมีค่าได้ เช่นเดียวกับที่ ฮิลล์คอฟฟ์ ได้ทำการศึกษาและพัฒนา วัสดุปลูกจากของเสียกาแฟ เพื่อใช้ในการปลูกผักกาดหอม นำเสนอแนวทางใหม่ในการเพิ่มคุณค่าให้กับของเหลือจากอุตสาหกรรมกาแฟ
จากข้อมูลในปี 2565 ประเทศไทยมีกากกาแฟเหลือทิ้งมากกว่า 290,000 ตันต่อปี ซึ่งหากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม การปล่อยทิ้งเน่าเสียในพื้นที่โล่ง หรือ ต้นน้ำ อาจนำไปสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อม การนำกากกาแฟเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ใหม่ ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะ แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมกาแฟและเกษตรกรรม
ไบโอชาร์: พลังขับเคลื่อนระบบนิเวศที่ยั่งยืน
หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของวัสดุปลูกที่พัฒนาโดยงานวิจัยนี้คือ ไบโอชาร์ (Biochar) ซึ่งเป็นถ่านชีวภาพที่ได้จากการเผาวัสดุอินทรีย์ภายใต้สภาวะที่ควบคุม อาทิ เปลือกกาแฟเชอรี่ หรือเปลือกแกลบกะลา ตลอดจนกากกาแฟหลังสกัดจากร้านกาแฟ ไบโอชาร์มีคุณูประการต่อ ระบบนิเวศและการเกษตรอย่างยั่งยืน อาทิ
1. ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน
• ไบโอชาร์ช่วยปรับโครงสร้างดิน ทำให้ดินสามารถกักเก็บน้ำและธาตุอาหารได้ดีขึ้น
• ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งช่วยลดต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
2. ช่วยกักเก็บคาร์บอน ลดภาวะโลกร้อน
• ไบโอชาร์สามารถกักเก็บคาร์บอนในดินเป็นเวลาหลายร้อยปี ลดปริมาณ CO₂ ในชั้นบรรยากาศ
• สนับสนุนแนวทาง Carbon Farming หรือการทำเกษตรที่ช่วยดูดซับคาร์บอน
3. ช่วยลดมลพิษจากของเสียการเกษตร
• หากไม่มีการนำของเสียจากกาแฟมาใช้ประโยชน์ จะเกิดการเน่าเสียซึ่งปล่อยก๊าซมีเทน (CH₄) และไนตรัสออกไซด์ (N₂O) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า
• ไบโอชาร์ช่วยลดปัญหานี้และเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นวัสดุที่เป็นประโยชน์
ผลกระทบจากท้องถิ่นสู่ระดับสากล
การวิจัยและพัฒนาวัสดุปลูกจากของเสียกาแฟไม่เพียงแต่ช่วยเกษตรกรไทยให้สามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างยั่งยืน แต่ยังเป็นโมเดลที่สามารถนำไปปรับใช้ในระดับสากล โดยเฉพาะในประเทศที่มีกาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น บราซิล โคลอมเบีย หรือเอธิโอเปีย การพัฒนาวิธีใช้ของเสียให้เกิดประโยชน์สูงสุดจึงเป็นกุญแจสำคัญในการลดผลกระทบจากอุตสาหกรรมกาแฟต่อสิ่งแวดล้อมโลก
นอกจากนี้ งานวิจัยนี้ยังแสดงให้เห็นว่าการนำของเสียทางการเกษตรกลับมาใช้ใหม่ สามารถช่วยให้ภาคเกษตรกรรมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ลดปัญหาขยะ ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และช่วยให้เกิด "วงจรสีเขียว" ที่เชื่อมโยงภาคเกษตร อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน
"การพัฒนาวัสดุปลูกจากของเสียจากกระบวนการผลิตกาแฟเพื่อการปลูกผักกาดหอม" (Developing Soil Substrate from Coffee Waste for Lettuce Production)
ที่ฮิลล์คอฟฟ์ร่วมกับทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ทำการศึกษาและพัฒนาวัสดุปลูกจากของเสียกาแฟ เรากำลังเตรียมเปิดเผยงานวิจัยนี้ให้แก่สาธารณะ นำเสนอที่ The 19th Asian Agricultural Symposium ณ Tokai University, Kumamoto, Japan ซึ่งเป็นเวทีระดับนานาชาติที่เปิดโอกาสให้ผลงานวิจัยด้านเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมจากประเทศต่าง ๆ ได้รับการเผยแพร่และต่อยอดสู่การใช้งานจริงเพื่อให้ผู้สนใจสามารถนำองค์ความรู้นี้ไปต่อยอดและพัฒนาให้เกิดประโยชน์อย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร นักวิจัย หรือนักลงทุนด้านเทคโนโลยีเกษตรและสิ่งแวดล้อม
ขอบคุณทีมวิจัยผู้พัฒนาองค์ความรู้นี้
• ดร. จิราพร อินทสาร (Jiraporn Inthasan)
• ฉัตรประวีร์ เดชจิรัตนศิริ (Chatprawee Dechjirarattanasiri)
• นฤมล ทักษอุดม (Naruemon Taksa-Udom)
จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท ฮิลล์คอฟฟ์ ซึ่งเป็นตัวอย่างความร่วมมืออันดีระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชน
ก้าวไปข้างหน้ากับเศรษฐกิจหมุนเวียน
ฮิลล์คอฟฟ์ ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมเรียนรู้ นวัตกรรมจากกาแฟ และสัมผัสประสบการณ์จริงได้ที่ ศูนย์การเรียนรู้กาแฟครบวงจร กาแฟชาวไทยภูเขา อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกที่ยั่งยืน เพราะทุกเมล็ดกาแฟไม่เพียงแต่ให้เครื่องดื่มดี ๆ แก่เรา แต่ยังสามารถสร้างอนาคตที่ดีให้กับสิ่งแวดล้อมและสังคมของเราได้อีกด้วย
เรียบเรียงโดย : Hillkoff Academy